ประเพณีลอยกระทง

ประวัติความเป็นมาประเพณีลอยกระทง

ลอยกระทง (Loi Krathong Day) เป็นประเพณีของไทยที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณ งานลอยกระทงเริ่มทำตั้งแต่ กลางเดือน 11 ถึงกลางเดือน 12 ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลาก น้ำจะเต็มสองฝั่งแม่น้ำ ที่นิยมมากคือ ช่วงวันเพ็ญเดือน 12 เพราะพระจันทร์เต็มดวง ทำให้แม่น้ำใสสะอาด แสงจันทร์ส่องเวลากลางคืน เป็นบรรยากาศที่สวยงาม เหมาะแก่การลอยกระทง

เดิมพิธีลอยกระทงเรียกว่า พระราชพิธีจองเปรียงชักโคม ลอยโคม ซึ่งเป็นพิธีของพราหมณ์ เพื่อบูชาพระเป็นเจ้าทั้งสาม คือ พระอิศวร พระนารายณ์ และพระพรหม ครั้นคนไทยรับนับถือพระพุทธศาสนา ก็ทำพิธียกโคมเพื่อบูชาพระบรมสารีริกธาตุ พระจุฬามณี ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ลอยโคมบูชาพระพุทธบาท ณ หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ประเทศอินเดียกระทง 1

การลอยกระทง ตามสายน้ำนี้ นางนพมาศ สนมเอกของพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัย คิดทำกระทงรูปดอกบัว และรูปต่างๆถวาย พระร่วงทรงให้ลอยกระทงตามสายน้ำไหล ในหนังสือ ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ พระร่วงตรัสว่า “แต่นี่สืบไปเบื้องหน้า โดยลำดับกษัตริย์ในสยามประเทศ ถึงกาลกำหนดนักขัตฤกษ์วันเพ็ญเดือน 12 ให้ทำโคมลอย เป็นรูปดอกบัวอุทิศสักการบูชาพระพุทธบาทนัมฆทานที ตราบเท่ากัลปาวสาน”

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ มีการทำกระทงขนาดใหญ่และสวยงาม ดังพระราชพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ ของเจ้าพระยาทิพาราชวงศ์ กล่าวไว้ว่า

“ครั้นมาถึงเดือน 12 ขึ้น 14 ค่ำ 15 ค่ำ แรมค่ำหนึ่งพิธีจองเปรียงนั้น เดิมได้โปรดให้ขอแรง พระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายหน้า ฝ่ายใน และข้าราชการที่มีกำลังพาหนะมาทำกระทงใหญ่ ผู้ถูกเกณฑ์ต่อเป็นถังบ้าง ทำเป็นแพหยวกบ้าง กว้าง 8 ศอกบ้าง 9 ศอกบ้าง กระทงสูงตลอดยอด 10 ศอก 11 ศอก ทำประกวดประขันกันต่างๆ ทำอย่างเขาพระสุเมรุทวีปทั้ง 4 บ้าง และทำเป็นกระจาดชั้นๆบ้าง วิจิตรไปด้วยเครื่องสด คนทำก็นับร้อย คิดในการลงทุนทำกระทงทั้งค่าเลี้ยงคนและพระช่าง เบ็ดเสร็จก็ถึง 20 ชั่งบ้าง ย่อมกว่า 20 ชั่งบ้าง”

ปัจจุบันประเพณีลอยกระทง มีการจัดงานกันแทบทุกจังหวัด ถือเป็นงานประจำปีที่สำคัญ โดยเฉพาะ ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีการจัดขบวนแห่กระทงใหญ่ กระทงเล็ก มีการประกวดกระทง และประกวดธิดางามประจำกระทงด้วย

ส่วนการลอยโคม ชาวบ้านทางภาคเหนือและภาคอีสานยังนิยมทำกัน ชาวบ้านจะนำกระดาษ มาทำเป็นโคมขนาดใหญ่สีต่างๆ ถ้าลอยตอนกลางวัน จะทำให้โคมลอยโดยใช้ควันไฟ ถ้าเป็นเวลากลางคืน ก็จะใช้คบจุด ที่ปากโคม ให้ควันพุ่งเข้าในโคม ทำให้ลอยไปตามกระแสลมหนาว เวลากลางคืนแลเห็นแสงไฟโคม บนท้องฟ้า พร้อมกับแสงจันทร์และดวงดาวสวยงามมากทีเดียว

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทง

 

คติที่มาเกี่ยวกับวันลอยกระทงมีอยู่หลายตำนาน ดังนี้
1. การลอยกระทง เพื่อขอขมาแก่พระแม่คงคา
2. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระผู้เป็นเจ้าตามคติพราหมณ์ คือบูชาพระนารายณ์ซึ่งบรรทมสินธุ์อยู่ในมหาสมุทร
3. การลอยกระทง เพื่อต้อนรับพระพุทธเจ้า ในวันเสด็จกลับจากเทวโลก เมื่อครั้งเสด็จไปจำพรรษาอยู่บนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพื่อทรงเทศนาอภิธรรมโปรดพระพุทธมารดา
4. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระพุทธบาท ของพระพุทธเจ้า ที่หาดทรายริมแม่น้ำนัมมทานที เมื่อคราวเสด็จไปแสดงธรรมโปรดในนาคพิภพ
5. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระจุฬามณีบนสวรรค์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า
6. การลอยกระทง เพื่อบูชาท้าวพกาพรหม บนสวรรค์ชั้นพรหมโลก
7. การลอยกระทง เพื่อบูชาพระอุปคุตตะเถระ ซึ่งบำเพ็ญเพียรบริกรรมคาถาอยู่ในท้องทะเลลึกหรือสะดือทะเล

ประวัติการลอยกระทงในเมืองไทยกระทง2

การลอยกระทงในเมืองไทย มีมาตั้งแต่ครั้งสุโขทัย เรียกว่า การลอยพระประทีปหรือลอยโคม เป็นงานนักขัตฤกษ์รื่นเริงของประชาชนทั่วไป ต่อมานางนพมาศหรือท้าวศรีจุฬาลักษณ์สนมเอกของพระร่วง ได้คิดประดิษฐ์ดัดแปลงเป็นรูปกระทงดอกบัวแทนการลอยโคม การลอยกระทงหรือลอยโคมในสมัยนางนพมาศ กระทำเพื่อเป็นการสักการะรอยพระพุทธบาทที่แม่น้ำนัมมทานที ซึ่งเป็นแม่น้ำสายหนึ่งอยู่ในแคว้นทักขิณาบถของประเทศอินเดีย ปัจจุบันเรียกว่า แม่น้ำเนรพุททา

การลอยกระทงในปัจจุบัน

การลอยกระทงในปัจจุบัน ยังคงรักษารูปแบบเดิมเอาไว้ได้ตามสมควร เมื่อถึงวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงในเดือน 12 ชาวบ้านจะจัดเตรียมทำกระทงจากวัสดุที่หาง่ายตามธรรมชาติ เช่น หยวกกล้วยและดอกบัว นำมาประดิษฐ์เป็นกระทงสวยงาม ปักธูปเทียนและดอกไม้เครื่องสักการบูชา ก่อนทำการลอยในแม่น้ำก็จะอธิษฐานในสิ่งที่มุ่งหวัง พร้อมขอขมาต่อพระแม่คงคา
ตามคุ้มวัดหรือสถานที่จัดงานหลายแห่ง มีการประกวดกระทง ประกวดนางนพมาศ และมีมหรสพสมโภชในตอนกลางคืน นอกจากนั้นยังมีการจุดดอกไม้ไฟ พลุ ตะไล ซึ่งในการเล่นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ วัสดุที่นำมาใช้กระทง ควรเป็นของที่สามารถย่อยสลายได้ง่ายตามธรรมชาติ

เหตุผลของการลอยกระทง

สรุปเหตุผลของการลอยกระทงในประเทศไทยดังนี้
1. เพื่อขอขมาแม่คงคา เพราะได้อาศัยนำท่านกินและใช้ และอีกประการหนึ่งมนุษย์มักจะทิ้งและถ่ายสิ่งปฏิกูลลงไปในนำด้วย
2. เพื่อสักการะรอยพระพุทธบาทนัมมทานที ซึ่งประพุทธเจ้าทรงประทับรอยพระบาทประดิษฐานไว้บนหาดทรายที่แม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย
3. เพื่อลอยทุกข์โศกโรคภัย และสิ่งไม่ดี คล้ายกับพิธีลอยบาปของพราหมณ์
4. เพื่อบูชาพระอุปคุต ชาวไทยภาคเหนือให้ความเคารพแกพระอุปคุตอย่างสูง ซึ่งตามตำนานเล่าว่าเป็นพระมหาเถระรูปหนึ่งที่มีอิทธิฤทธิ์มากสามารถปราบพญามารได้ การลอยกระทงไม่มีพิธีรีตอง เพียงแต่ขอให้มีกระทงจะทำด้วยอะไรก็ได้ เช่น ใบตอง การกล้วย กาบพลับพลึง เปลือกมะพร้าว กระดาษ จุดธูปเทียนปักที่กระทงแล้วอธิษฐานตามที่ตนปรารถนา เสร็จแล้วจึงลอยไปที่แม่นำลำคลอง

กระทง3

กินตามแม่

กินตามแม่
p174atbbf16vp19rf1c6vnj153g3
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้มีพระราชดำรัส เนื่องในวโรกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต เมื่อวันที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ความตอนหนึ่งว่า

“…ข้าพเจ้าเห็นว่า เรื่องสุขภาพอนามัยนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ดังคำกล่าวที่ว่า จิตใจที่แจ่มใส ย่อมอยู่ในร่างกายที่แข็งแรง หากประชาชนมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์ ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ก็จะมีสติปัญญาเล่าเรียน ประกอบสัมมาอาชีพ สร้างสรรค์ความเจริญต่างๆ ให้บ้านเมือง ดังนั้นถ้าจะกล่าวว่า พลเมืองที่แข็งแรง ย่อมสามารถสร้างชาติที่มั่นคงได้ ก็คงจะไม่ผิด…”

และในหนังสือ “กินตามแม่” ซึ่งจัดพิมพ์ครั้งแรก โดยกระทรวงสาธารณสุข เมื่อปี พ.ศ.2546 ได้กล่าวถึงพระราชจริยาวัตรทางด้านอาหารและโภชนาการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ไว้ว่า

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเป็นกุลสตรีมีพระอุปนิสัยอ่อนโยน นุ่มนวล ทรงพระเมตตาต่อเด็ก สตรี คนชรา และผู้เจ็บป่วยทุกข์ยาก มาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในฐานะพระผู้เป็นแม่ของแผ่นดิน อย่างครบถ้วนในทุกๆ ด้าน ทั้งด้านการศึกษา ศาสนา สังคม การพัฒนาอาชีพในท้องถิ่นชนบท การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมไทย และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ป่า และต้นน้ำ ตลอดจนการส่งเสริมให้ประชาชนมีความกินดี อยู่ดี เพื่อความเจริญก้าวหน้า ของประเทศชาติโดยรวม

ทรงเป็นแบบอย่างให้กุลสตรีไทย ทำหน้าที่เป็นแม่ที่ดีของลูก และเป็นภรรยาผู้อยู่เคียงข้างสามี เพื่อร่วมกันสร้างและนำครอบครัวสู่ความสุขความสำเร็จในชีวิต

• พระราชจริยาวัตร
ทางด้านอาหารและโภชนาการ

พระราชจริยาวัตรอันงดงามของพระองค์ เป็นที่ชื่นชมแก่เหล่าพสกนิกรทั่วแคว้นแดนไทย ทรงห่วงใยพสกนิกรเสมือนแม่ห่วงใยลูก ทรงดูแลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์อย่างใกล้ชิด ถึงแม้จะมีพระอภิบาลคอยดูแลทูลกระหม่อมแต่ละพระองค์อยู่แล้ว แต่ก็ยังครงควบคุม กำกับ ดูแลอีกชั้นหนึ่ง โดยโปรดให้เสวยอาหารตามหลักโภชนาการให้เหมาะสม ตามระยะของพระชนมมายุของทูลกระหม่อมทั้ง 4 พระองค์ บางครั้งทรงคิดเมนูอาหารใหม่ๆ ขึ้นเอง เช่น

ผัดเล่าปี่ … ซึ่งประกอบด้วย ผัดตับกับเซ่งจี๊ รองด้วยผักกาดหอม และโรยด้วยเส้นหมี่ทอดกรอบ อุดมด้วยแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญ เช่น ธาตุเหล็ก และวิตามินเอ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ไม่ซีด และบำรุงสายตา

ไข่พระจันทร์ … คือ การทอดไข่ดาว แล้วนำข้าวสวยวางทับบนไข่ดาว แล้วพลิกกลับมา ก็จะคล้ายกับมีพระจันทร์อยู่กลางข้าว เป็นการเพิ่มคุณค่าอาหารด้วยไข่ ซึ่งมีสารอาหารครบถ้วนสำหรับทูลกระหม่อม ในช่วงที่กำลังเจริญพระวัย

• โปรดเสวยน้ำพริกและอาหารไทยพื้นบ้าน6B7A7A42AA13AF9E89DECED788E9

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดอาหารไทยพื้นบ้าน และโปรดที่จะเสวยอาหารพื้นบ้านของท้องถิ่นนั้นๆ เมื่อเสด็จแปรพระราชฐานไปทรงเยี่ยมราษฎรและประทับที่พระตำหนักในภาคต่างๆ เช่น ข้าวซอย ข้าวยำปักษ์ใต้ ลาบ ฯลฯ

บางครั้งโปรดให้นำอาหารพื้นบ้าน ที่ราษฎรนำมาถวายขึ้นโต๊ะเสวยด้วย พระองค์โปรดเสวยน้ำพริกพื้นบ้านของไทย ซึ่งต้องมีขึ้นโต๊ะเสวยทุกวันไม่ขาด เช่น น้ำพริกกะปิกับปลาทูทอด น้ำพริกปลาร้า น้ำพริกหนุ่ม ฯลฯ จะเสวยกับผักหลายๆ ชนิด ส่วนใหญ่เป็นผักพื้นบ้าน ฝ่ายห้องเครื่องจะเตรียมมาถวายในรูปผักสด ผักต้ม และผักทอด

ทั้งอาหารพื้นบ้าน และน้ำพริกตามท้องถิ่นต่างๆ เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง โดยมีส่วนประกอบของอาหารครบถ้วนทั้ง 5 หมู่ ดีกว่าอาหารจานด่วนแบบตะวันตก ซึ่งเป็นอาหารที่มีปริมาณแป้ง ไขมัน และน้ำตาลสูง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคไขมันในเลือดสูง หลอดเลือดหัวใจตีบ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน

• โปรดผักและผลไม้
Image (3)
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โปรดผักหลายชนิด เครื่องเสวยจะมีอาหารซึ่งปรุงด้วยผักเสมอ เช่น สลัดผัก แกงส้ม แกงเลียง แกงแค ผัดผัก ตลอดจนผักที่รับประทานกับน้ำพริกทุกชนิด

ส่วนผลไม้นั้น ก็โปรดแทบทุกชนิดเช่นเดียวกัน ฝ่ายห้องเครื่องจะจัดผลไม้ถวายทุกวัน ส่วนมากเป็นผลไม้ตามฤดูกาล เช่น มะละกอ ส้มโอ ส้ม เงาะ ลองกอง มังคุด ฝรั่ง มะม่วง กระท้อน ทุเรียน ฯลฯ ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว เช่น มะยม ตะลิงปลิง ก็โปรดที่จะเสวย แม้แต่ส้มจี๊ดที่มีรสเปรี้ยวแหลม ก็ทรงแนะนำให้ดัดแปลงเป็นเครื่องดื่ม และให้ใช้แทนมะนาวในยามที่มะนาวหายาก

ตามบริเวณพระตำหนักที่ประทับทุกแห่ง จะมีการปลูกผักผลไม้ปลอดสารพิษถวาย ทั้งชนิดที่มีพระราชเสาวนีย์ให้หามาปลูกเป็นพิเศษ เช่น ส้มจี๊ด มะยม ตะลิงปลิง ผักโขม ผักบุ้งจีน ผักคะน้า ฯลฯ และชนิดที่เจ้าหน้าที่ของสำนักพระราชวังปลูกถวายตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น ในบริเวณสวนจิตรลดา ปลูกผักสวนครัว มะม่วง ฝรั่ง ฯลฯ ที่พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ปลูกผักสลัด สตรอเบอร์รี่ ที่ฟาร์มตัวอย่าง นอกพระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ ปลูกพืชผักนานาชนิด รวมทั้งเลี้ยงสัตว์ด้วย เช่น เป็ด ไก่ และหมู เป็นต้น

ผักผลไม้ต่างๆ มีคุณค่าทางโภชนาการ อุดมด้วยวิตามินและแร่ธาตุ ผักผลไม้หลายชนิดอุดมด้วยวิตามินซี ซึ่งมีประโยชน์ทำให้เส้นเลือดแข็งแรง และผิวพรรณสดใส

• โปรดข้าวกล้อง
Image (1)
ข้าวกล้อง คือ ข้าวที่ขัดสีเพียงครั้งเดียว มีคุณค่าทางโภชนาการเหมือนกับข้าวซ้อมมือ ที่คนไทยสมัยก่อนตำไว้ใช้บริโภคในครัวเรือน อุดมด้วยแร่ธาตุ และวิตามินที่มีคุณค่าสูง เช่น วิตามินบี 1 บี 2 ไนอาซีน ธาตุแคลเซียม ธาตุฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งต่อสุขภาพ เสริมสร้างการทำงานในระบบต่างๆ ของร่างกาย

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงตระหนักถึงคุณสมบัติของข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ จึงทรงแนะนำให้ราษฎรรับประทานข้าวชนิดนี้อยู่เสมอ พระองค์เองก็เสวยข้าวซ้อมมือ และเมื่อมีงานพระราชทานเลี้ยงในโอกาสที่เสด็จแปรพระราชฐานไปประทับแรมเพื่อทรงเยี่ยมราษฎรในภาคต่างๆ นั้น มีพระราชเสาวนีย์ให้ตั้งข้าวสวย ซึ่งหุงจากข้าวซ้อมมือ และข้าวขาวธรรมดาให้ผู้มารับพระราชทานเลี้ยงได้เลือกตามอัธยาศัย

• ทรงห่วงใย
เรื่องความปลอดภัยของอาหาร

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยที่ทุกวันนี้มีการนำสารเคมีที่มีพิษภัยมาใช้กันมาก เช่น ยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง สารเคมีที่ใช้ถนอมอาหาร หรือปรุงอาหาร ซึ่งจะเป็นพิษภัยโดยตรงต่อผู้บริโภค และสารพิษยังอาจตกค้างในสิ่งแวดล้อม เป็นพิษภัยในระยะยาวแก่ประชาชนต่อไป จึงมีพระราชปรารภอยู่เนืองๆ ให้ช่วยกันลดการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายดังกล่าว รวมทั้งให้เผยแพร่ความรู้ให้ประชาชนได้ทราบทั่วกัน ถึงวิธีการตรวจสอบอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ ตลอดจนวิธีปฏิบัติตน เมื่อบริโภคอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษเข้าไป

เมื่อมีเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอันตรายจากสารอาหาร เช่น มีโรควัวบ้า หรือโรคแอนแทรกซ์ระบาด หรือมีสิ่งที่ยังไม่ทราบแน่ชัดเกี่ยวกับสารเคมีในอาหาร จะมีพระราชเสาวนีย์ให้สอบถาม สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ เพื่อข้อมูลที่แน่ชัด

สำหรับผักผลไม้ ฝ่ายห้องเครื่องจะทำความสะอาด โดยให้ผ่านกรรมวิธีล้างในน้ำสะอาด แล้วจึงแช่ในโซดาไบคาร์บอเนต 5% และล้างอีกครั้งในน้ำเปล่า แล้วจึงแช่ด่างทับทิมอีกประมาณ 5 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้ง จึงนำไปประกอบอาหารได้

แนวทางด้านอาหารและโภชนาการของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ นับเป็นแบบอย่างที่ดีและมีคุณค่าต่อชีวิต ซึ่งพสกนิกรควรน้อมนำไปปฏิบัติเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของตนเอง
Image (2)
(จาก นิตยสารธรรมลีลา ฉบับที่ 140 สิงหาคม 2555 โดย กองบรรณาธิการ)

วันแม่แห่งชาติ

ประวัติวันแม่ 12 สิงหาคม วันแม่แห่งชาติ 2556

a2dd5f4062
ทุกคนรู้กันดีว่า วันที่ 12 สิงหาคมของทุกปีคือ “วันแม่แห่งชาติ” แล้วรู้กันไหมจ๊ะ ว่า วันแม่แห่งชาติกำหนดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ และมีกิจกรรมอะไรบ้างที่ควรทำในวันนี้ เรามีข้อมูลมาฝากกันด้วยล่ะ
ประวัติวันแม่
แต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาไว้วันที่ 15 เมษายนของทุก ๆ ปี ทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรีประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2493 ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงาน วันแม่ มาตั้งแต่วันที่ 15 เมษายน พ.ศ.2493 เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดี ด้วยประชาชนให้การสนับสนุน จนสามารถขยายขอบข่ายของงานให้กว้างขวางออกไป
มีการจัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนา การประกวดคำขวัญวันแม่ การประกวดแม่ของชาติ เพื่อให้เกียรติและตระหนักในความ สำคัญของแม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาลฯพณฯ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แต่โดยทั่วไปเรียกกันว่าวัน แม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ.2519 ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ 12 สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.2519 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
กิจกรรมต่าง ๆ ที่ควรปฏิบัติในวันแม่แห่งชาติ
1. ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน
2. จัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับวันแม่ เช่น การจัดนิทรรศการ
3. จัดกิจกรรมเกี่ยวกับการบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศล เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่
4. นำพวงมาลัยดอกมะลิไปกราบขอพรจากแม่
การจัดงานวันแม่แห่งชาติในประเทศไทย
งานวันแม่จัดขึ้นครั้งแรกเมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2486 ณ.สวนอัมพร โดยกระทรวงสาธารณสุข แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 งานวันแม่ในปีต่อมาจึงต้องงดไป เมื่อวิกฤติสงครามสงบลง หลายหน่วยงานได้พยายามให้มีวันแม่ขึ้นมาอีก แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร และมีการเปลี่ยนกำหนดวันแม่ไปหลายครั้ง ต่อมาวันแม่ที่รัฐบาลรับรอง คือวันที่ 15 เมษายน โดยเริ่มจัดตั้งแต่ปี พ.ศ.2493 แต่ก็ต้องหยุดลงอีกในหลายปีต่อมา เนื่องจากกระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบไป ส่งผลให้สภาวัฒนธรรมแห่งชาติซึ่งรับหน้าที่จัดงานวันแม่ขาดผู้สนับสนุน
ต่อมาสมาคมครูคาทอลิกแห่งประเทศไทย ได้จัดงานวันแม่ขึ้นอีกครั้ง ในวันที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2515 แต่จัดได้เพียงปีเดียวเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2519 คณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จึงได้กำหนดวันแม่ขึ้นใหม่ให้เป็นวันที่แน่นอน โดยถือเอาวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ วันที่ 12 สิงหาคมเป็นวันแม่แห่งชาติ
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่
motherday_1
สัญลักษณ์ที่ใช้ในวันแม่คือ ดอกมะลิ ซึ่งมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมไปไกลและหอมได้นาน อีกทั้งยังออกดอกได้ตลอดทั้งปี เปรียบได้กับความรักอันบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่มีวันเสื่อมคลาย

เพลงที่ใช้ในวันเเม่
images (20)
ค่าน้ำนม คือ เพลงอย่างเป็นทางการที่ใช้ในงานวันเเม่เเห่งชาติ เเต่งขึ้นโดย อาจารย์ สมยศ ทัศนพันธ์ ได้เรียบเรียงบทเพลงที่เรียกได้ว่า ขึ้นหิ้งอมตะ และเป็นงานเพลงชิ้นเอก ซึ่งได้ฟังเมื่อไรเป็นต้องหวนระลึกถึงบุญคุณของเเม่เเละวันคืนเก่า ๆ ของวิถีไทยในสมัยก่อน
เนื้อเพลง นอกจากจะให้เราระลึกถึงพระคุณเเม่เเล้วยังทำให้เรามองเห็นขนบดั้งเดิมตามวิถีไทย หลายอย่างจากเนื้อเพลง เช่นการศึกษาของผู้ชายไทยสมัยก่อนนั้น มักจะอยู่ในวัดวาอาราม ซึ่งเป็นแหล่งสอนสั่งความรู้ ทางโลก อ่านออกเขียนได้ และทางธรรม อันได้แก่ การถือศีล และยิดมั่นในพระรัตนไตรนอกจากนั้น ยังมีความเชื่อกันอีกว่า หากลูกชายบ้านใหน ได้บวชเรียน ก็จะส่งแผ่ อานิสงค์ไปให้กับพ่อแม่ ได้เกาะชายผ้าเหลืองไปสู่ที่ดี ๆ เมื่อถึงกาลแตกดับ
ท่วงทำนองเสนาะโสต และทุ่มเย็น กับคำร้องที่ตรงไปตรงมา ชวนให้นึกภาพตามได้ไม่ยาก แม้แต่เด็กเล็ก ๆ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่ใครฟังเพลงนี้แล้วจะต้องหลั่งน้ำตาให้กับความซาบซึ้งแห่งรักที่แม่มีให้เรา…

เนื้อเพลง ค่าน้ำนม
แม่นี้มีบุญคุณอันใหญ่หลวง ที่เฝ้าหวงห่วงลูกแต่หลังเมื่อยังนอนเปล แม่เราเฝ้าโอละเห่ กล่อมลูกน้อยนอนเปลไม่ห่างหันเหไปจนไกล
แต่เล็กจนโตโอ้แม่ถนอม แม่ผ่ายผอมย่อมเกิดแต่รักลูกปักดวงใจ เติบโตโอ้เล็กจนใหญ่ นี่แหละหนาอะไรมิใช่ใดหนาเพราะค่าน้ำนม
ควรคิดพินิจให้ดี ค่าน้ำนมแม่นี้จะมีอะไรเหมาะสม โอ้ว่าแม่จ๋าลูกคิดถึงค่าน้ำนม เลือดในอกผสมกลั่นเป็นน้ำนมให้ลูกดื่มกิน
ค่าน้ำนมควรชวนให้ลูกฝัง แต่เมื่อหลังเปรียบดังผืนฟ้าหนักกว่าแผ่นดิน บวชเรียนพากเพียรจนสิ้น หยดหนึ่งน้ำนมกินทดแทนไม่สิ้นพระคุณแม่เอย

ดูละครแล้วย้อนดูเรา

งานรายวิชา ช่างขนมไทย (ง32201)

จากที่นักเรียนได้ชมละครเรื่องแค้นเสน่ห์หา ทางช่อง 3 จะเห็นว่า แม่จันทร์ เป็นผู้หญิงไทยที่มีความสามารถในการทำขนมไทยเป็นอย่างมาก ในแต่ละวันแม่จันทร์จะทำขนมไทยออกมาหลายชนิดมาก อยากทราบว่าขนมไทยที่แม่จันทร์ทำมีขนมอะไรบ้าง แต่ละชนิดมีส่วนผสมและขั้นตอนการทำอย่างไรให้นักเรียนศึกษามาคนละ 3 ชนิดนะคะimages 001

การขยายพันธุ์พืช

การขยายพันธุ์พืช คือการเพิ่มจำนวนต้นพืชให้ได้จำนวนมากพอกับปริมาณความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยพืชต้นใหม่ที่ได้ยังคงลักษณะของพันธุ์ และคุณสมบัติที่ดีไว้เหมือนเดิม
การขยายพันธุ์พืชมี 2 แบบ คือ
1. แบบอาศัยเพศ
2. แบบไม่อาศัยเพศ
งาน
ให้นักเรียนเลือกอธิบายการขยายพันธุ์พืช ในหัวข้อต่อไปนี้
1. การขยายพันธุ์พืชแบบอาศัยเพศ
2. การขยายพันธุ์พืชแบบไม่อาศัยเพศ

ให้ใส่ชื่อและเลขที่ไว้ด้านล่างของการอธิบาย